ถั่งเช่าใช้เป็นยาอายุวัฒนะและรักษาโรคต่างๆ

ถั่งเช่า คือเห็ดชนิดหนึ่ง จัดเป็นเชื้อราในไฟลัมแอสโคไมโคตา (Ascomycota) วงศ์ Clavicipitaceae ซึ่งถั่งเช่าจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวหนอนและส่วนที่เป็นเห็ด มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกเล็กๆ เป็นสีเหลืองส้ม ส้ม หรือน้ำตาล ก้านหนาประมาณ 1.5-3 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 2.0-6.0 มิลลิเมตร ยาว 1.5-7.0 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวหนอนที่เห็ดไปอาศัยอยู่

ถั่งเช่ามีความเป็นอยู่แบบเป็นปรสิตเจริญอยู่ในตัวหนอน โดยในฤดูหนาวหนอนผีเสื้อจะฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินภูเขาหิมะ เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลาย สปอร์เห็ดจะพัดไปกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วไปตกที่พื้นดิน จากนั้นตัวหนอนเหล่านี้ก็จะกินสปอร์ และเมื่อฤดูร้อนสปอร์ก็เริ่มเจริญเติบโตเป็นเส้นใยโดยอาศัยการดูดสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวหนอนนั้น เส้นใยงอกออกจากท้องของตัวหนอน และงอกออกจากปากของมัน เห็ดเหล่านี้ต้องการแสงอาทิตย์ มันจึงงอกขึ้นสู่พื้นดิน รูปลักษณะภายนอกคล้ายไม้กระบอง ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อยๆ ตายไป อยู่ในลักษณะของหนอนตายซาก

ถั่งเช่า เป็นสมุนไพรจีน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะและรักษาโรคต่างๆ มานานหลายร้อยปี ปัจจุบันมีงานวิจัยที่สนับสนุนสรรพคุณต่างๆ ของเห็ดถั่งเช่าอยู่มากมาย เช่น ขจัดเซลล์ที่ผิดปกติ ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง เพิ่มความแข็งแรงของร่างกายให้ต้านทานต่อแบคทีเรีย ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส เสริมสมรรถภาพทางเพศทั้งในผู้ชายและผู้หญิง บำรุงตับ ไต หัวใจ เป็นต้น

สมุนไพรถั่งเช่าเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วนอกจากจะกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนโลหิต ยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ให้กลับมาเป็นไปตามธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกัน ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งอย่างไรก็ตามแล้ว ได้มีข้อบ่งชี้ในการใช้ ถั่งเช่า ในการร่วมรักษา กับยาแผนปัจจุบัน มีการแนะนำว่าไม่ควรใช้ในผู้ป่วย ที่จำเป็นต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากอาจจะไปทำลายฤทธิ์ของยาได้

สารออกฤทธิ์สำคัญที่พบในเห็ดถั่งเช่า คือ คอร์ไดเซปิน (Cordycipine) และกรด คอร์ไดเซปิก (Codycepic acid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านสุขภาพ มีการนำเห็ดถั่งเช่าไปใช้ในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคระบบไหลเวียนโลหิต ความดันโลหิตสูง ภาวะที่เม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ โรคไต โรคตับรวมถึงผู้ป่วยมะเร็งตับ มะเร็งเลือด ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้-หืดหอบ ผู้ป่วยโรคพุ่มพวง (SLE) ผู้ที่มีอาการเครียด นอนไม่หลับ อ่อนล้า ฯลฯ